ยางไทยส่งออก (Thailand Rubber) คุณภาพระดับโลก & มาตรฐานสากล

เวลาเราพูดถึงสินค้าส่งออกไทย ส่วนใหญ่คนจะนึกถึงทุเรียน ข้าว แต่จริง ๆ แล้ว “ยางพารา” คือสินค้าที่ทำเงินมหาศาลให้กับประเทศ หรือว่ากันตามตรงเลย Thailand Rubber คือเสาหลักที่ค้ำเศรษฐกิจไทย ที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ที่สร้างมูลค่ากว่าหลายแสนล้านบาทต่อปี แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เส้นทางการค้า เกมธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับยางพาราไทยในตลาดโลก
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จัก Thailand Rubber แบบเจาะลึกแบบที่คุณก็อาจจะไม่เคยรู้ว่ายางพาราของไทยในระดับโลกเจ๋งขนาดไหน

Thailand Rubber จากสวนยางสู่ Supply Chain มูลค่าแสนล้าน
รู้หรือไม่ว่าการจะได้ยางที่ดีและมีคุณภาพเริ่มจากเกษตรกรที่ต้องกรีดยางเพื่อเก็บน้ำยางสด และส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชี่ยวชาญของเกษตรกรไทย ในการกรีดยางที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียงระดับโลก มีคุณภาพสูง และถูกส่งไปทำ “น้ำยางข้น” หรือ “ยางแท่ง” ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศได้มาก
ทำไม Thailand Rubber ถึงอยู่อันดับต้น ๆ ของโลก
1. ความได้เปรียบทางสภาพอากาศและภูมิประเทศ
เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะภาคใต้ที่ฝนตกชุกและอากาศเหมาะกับต้นยางที่สุดจึงทำให้ต้นยางพาราเติบโต และมีน้ำยางที่มากกว่าหลายประเทศ ขณะที่คู่แข่งในบางประเทศอาจต้องพึ่งพาการปรับสภาพดินหรือสารเคมีมากขึ้น แต่ไทยมีความได้เปรียบทางธรรมชาติมาตั้งแต่ต้น
2. ทักษะการกรีดยางที่เป็นเอกลักษณ์
เพราะการกรีดยางต้องใช้ความชำนาญและความละเอียดสูง เกษตรกรไทยรุ่นต่อรุ่นสั่งสม “ทักษะการกรีด” เพื่อให้ได้น้ำยางสดที่มีคุณภาพที่สุด สิ่งนี้จึงทำให้ Thailand Rubber ถูกมองว่าน่าเชื่อถือด้านคุณภาพนั่นเอง
3. มีอุตสาหกรรมการแปรรูปยางขั้นสูงและครบวงจร
ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกหรือผลิตเพียงแค่น้ำยางดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถแปรรูปได้อีกหลายรูปแบบ เช่น
- ยางแท่ง (TSR): เป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมยางรถยนต์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ
- ยางแผ่นรมควัน (RSS): เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางล้อรถยนต์ ท่อน้ำ รองเท้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความยืดหยุ่นและทนทานสูง
- น้ำยางข้น: สำหรับทำถุงมือแพทย์ หมอนยาง และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ความบริสุทธิ์สูง
ความหลากหลายเหล่านี้เองที่ทำให้หลายประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Supply Chain ครบวงจร ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
4. มีเครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่ง
คู่ค้าหลักของประเทศไทยอย่าง จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการสร้างเครือข่ายการค้าที่ยาวนานและมั่นคง นอกจากนี้ประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็น พาร์ตเนอร์ที่สามารถไว้วางใจได้ ทั้งในแง่ของปริมาณการผลิต การส่งมอบตรงเวลา และมาตรฐานคุณภาพด้วย
ความท้าทายของยางพาราไทยที่ต้องรับมือ
1. ราคายางผันผวน
สิ่งที่เกษตรกรไทยต้องเจอคือ ราคายางที่เปลี่ยนแบบวันต่อวัน โดยส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์-อุปทานโลก ค่าเงินและน้ำมันดิบ ที่ส่งผลให้บางปีสูงมากแต่บางปีก็ต่ำจนไม่คุ้มต้นทุน ทำให้ความมั่นคงของรายได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายที่แก้ยากที่สุด
2. ขาดแคลนแรงงาน
เพราะการกรีดยางต้องใช้แรงกายหนักมาก นั่นจึงทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะไม่ทำต่อจากรุ่นพ่อแม่ และหันไปเลือกทำงานในเมืองหรืออุตสาหกรรมอื่นแทน จนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยางและส่งผลต่อคุณภาพ เพราะแรงงานที่ไม่ชำนาญอาจกรีดผิดวิธี ทำให้ต้นยางเสียหายได้ซึ่งนั่นก็จะไปกระทบต่อต้นทุนโดยตรง
3. เริ่มมีคู่แข่งบุกตลาดมากขึ้น
แม้ว่าไทยจะเป็นเบอร์ต้น ๆ แต่แน่นอนว่ายังมีคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังไล่บี้เข้ามาอย่างจริงจัง ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก และรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย แม้ว่าไทยยังมีจุดที่โดดเด่นกว่า แต่ถ้าหากไม่เร่งสร้างความแตกต่างด้าน นวัตกรรมและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความได้เปรียบที่เคยมีอาจค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ได้เช่นกัน

Thailand Rubber เกมการค้าระดับโลกที่มากกว่าแค่เรื่องการเกษตร
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ายางพาราของไทย นอกเหนือจากเรื่องการซื้อ-ขายทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นเรื่องของเกมการค้าระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การเมือง และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อีกด้วย ซึ่งคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่
ประเทศจีน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ซื้อยางจากไทยมากที่สุด เพราะว่าจีนเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานผลิตยางรถยนต์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นยางสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก หรือยางอุตสาหกรรม ยางธรรมชาติจากไทยคือวัตถุดิบหลักที่จีนขาดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจจีนเกิดการชะลอตัว ราคายางไทยก็จะร่วงลงตามทันที แต่ในทางกลับกัน หากจีนเร่งผลิตรถยนต์ EV ที่มากขึ้นความต้องการยางเฉพาะทางก็จะดันราคายางไทยขึ้นอย่างชัดเจน
ประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับมาตรฐานของยางมากกว่าราคา แน่นอนว่าโรงงานรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Honda, Nissan ต่างมีมาตรฐานที่เข้มงวดในการคัดเลือกวัตถุดิบ และนั่นจึงทำให้ยางไทยที่มีคุณภาพสม่ำเสมอถูกเลือกใช้ อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ชอบความเสี่ยงในเรื่องของขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยางพาราไทยกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบที่วางใจได้เสมอมา
ประเทศสหรัฐอเมริกา คือหนึ่งในตลาดสำคัญของ Thailand Rubber โดยเฉพาะในภาค อุตสาหกรรมยางรถยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ จึงทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกรายหลักของสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังนำเข้ายางธรรมชาติจากไทยในปริมาณมากเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ
แต่ในปัจจุบันสหรัฐฯ มีการออกมาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน และความโปร่งใสของ Supply Chain จึงทำให้ผู้ส่งออกไทยจึงต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และหากไม่ปฏิบัติตามก็มีโอกาสที่จะเสียรายได้จากการส่งออกเป็นมูลค่ามหาศาลได้เช่นกัน
ยุโรป จริง ๆ แล้วตลาดยางพาราทางฝั่งยุโรปไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่มากในเชิงของปริมาณการส่งออก แต่สิ่งที่สำคัญคือในเรื่องของภาพลักษณ์และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญกับ Green Rubber ซึ่งต้องเป็นยางที่ผลิตแบบยั่งยืน มีการตรวจสอบย้อนกลับได้ และการที่ยางไทยเข้าไปในยุโรปได้ เท่ากับเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ที่ส่งผลต่อการขายในตลาดโลกอื่น ๆ ด้วย
Thailand Rubber มาตรฐานคุณภาพระดับโลก
แม้โลกจะเต็มไปด้วยการแข่งขันจากเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ Thailand Rubber ยังยืนหนึ่งได้เพราะ “คุณภาพและมาตรฐาน” ที่ตลาดโลกยอมรับ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ดินดีหรือภูมิอากาศเหมาะสม แต่ยังมาจาก ระบบการผลิตและการแปรรูปที่เข้มงวด ซึ่งทำให้ยางพาราไทยแตกต่างจากคู่แข่ง
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดคือ North East Rubber PLC ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทย ไม่ได้แค่ขาย “ยางดิบ” แต่ลงทุนพัฒนาโรงงานแปรรูปที่ทันสมัย เพื่อผลิต ยางแท่งมาตรฐานสากลที่ลูกค้าระดับโลกเชื่อมั่น ทั้งในด้านการผลิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาแล้วที่จะเลือก North East Rubber PLC เป็นคู่ค้าธุรกิจ Thailand Rubber บนเวทีโลก